โครงสร้างการจัดการ

สารจากประธานกรรมการ

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)

ผลการดำเนินงานปี‚ 2559 เป็šนบทพิสูจนที่สำคัญของบริษัทฯ ภายใต้Œการกำกับดูแลของคณะกรรมการบริษัทฯ และการบริหารงานโดยคณะผู้Œบริหารชุดใหม่‹ภายหลังการรวมธุรกิจและการปรับโครงสร้Œางการถือหุ้Œนในปี‚ 2557 โดยสามารถรายงานผลกำไรสุทธิได้Œเป็šนปี‚แรกหลังจากการลงทุนในโครงการต่‹างๆ อย่‹างต่‹อเนื่อง

ตามวิสัยทัศน์และแผนกลยุทธ์ที่คณะกรรมการบริษัทฯ กำหนดไว้Œ นับจนถึงปัจจุบัน ถือได้Œว่‹าบริษัทฯ มีการเติบโตทางธุรกิจเป็นที่น‹าพอใจ อันเป็šนผลจากทิศทางกลยุทธ์และแผนธุรกิจที่ชัดเจน กอปรกับความทุ่‹มเทอย่‹างเต็มกำลังความสามารถของทีมผูŒบริหารและพนักงานทุกคน โดยยึดถือปฏิบัติตามแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน เพื่อนำไปสู‹เป้‡าหมายสูงสุด คือ“การสร้Œางการเติบโตและส่งมอบคุณค่‹าที่ยั่งยืนให้Œกับผู้Œมีส่‹วนได้Œเสียทุกกลุ่‹ม”

การขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำ

ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีการขยายธุรกิจทุกประเภททั้งในประเทศและต่างประเทศ เมื่อเทียบกับปี 2557 ภายหลังการรวมธุรกิจ บริษัทฯ มีเพียงที่ดินเปล่า 3 ผืน และโรงแรม 1 แห่งคือ โรงแรมสันติบุรี บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา นับจนถึงปัจจุบัน ธุรกิจภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ ประกอบด้วย อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ “ซันทาวเวอร์ส” โรงแรมทั้งในและต่างประเทศรวม 31 แห่ง โครงการที่พักอาศัย 3 โครงการ ซึ่งจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์และรับรู้รายได้ตั้งแต่ปลายปี 2561 เป็นต้นไป และอีกหนึ่งโครงการแห่งความภาคภูมิใจ “สิงห์ คอมเพล็กซ์” โครงการผสมผสานระหว่างอาคารสำนักงานเกรดเอและพื้นที่ค้าปลีก (Mixed-use Development) ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการได้ในไตรมาสที่ 1 ปี 2561 ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมธุรกิจภายใต้บริษัท ไดอิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (“ไดอิ”) บริษัทย่อยที่บริษัทฯ เข้าลงทุนเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 ผ่านการเข้าถือหุ้น ร้อยละ 561 ตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2559 และโครงการที่พักอาศัยกว่า 15 โครงการภายใต้บริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (บริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นทางอ้อม ร้อยละ 561 ผ่านไดอิ)

การก้าวเดินไปข้างหน้าของสิงห์ เอสเตท จะยังคงครอบคลุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม อาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก/ศูนย์การค้า และโครงการที่พักอาศัย ซึ่งธุรกิจทั้งหมดที่กล่าวมาส่งเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี การสร้างแบรนด์ ที่แข็งแกร่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่สิงห์ เอสเตท และได้ถูกกำหนดเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักขององค์กร เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายที่ท้าทาย แตกต่าง และการเติบโตที่ยั่งยืนของสิงห์ เอสเตท

การประสานประโยชน์ร่วมกัน

คณะกรรมการบริษัทฯ เห็นความสำคัญของการประสานประโยชน์ระหว่างกันภายในกลุ่มซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยต้องยึดปฏิบัติบนหลักการของความถูกต้องและเป็นธรรม การที่กลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ย่อมส่งผลดีอย่างมากต่อบริษัทฯในหลายๆ ด้าน อาทิ การจัดหาที่ดิน การลงทุน และการตลาดซึ่งนับว่าเป็นจุดแข็งในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริษัทฯ ตระหนักถึงความโปร่งใส ในการทำรายการระหว่างกันที่จะต้องไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ จึงได้กำหนดหลักการเกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้าที่มีเงื่อนไขการค้าโดยทั่วไป ในการทำธุรกรรมระหว่างบริษัทฯ และ/หรือ บริษัทย่อย กับกรรมการ ผู้บริหาร หรือบุคคล ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นกรอบและแนวทางในการทำธุรกรรมระหว่างกันให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส สมเหตุสมผล และคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของบริษัทฯ เป็นสำคัญ เสมือนการทำรายการกับบุคคลภายนอก (Arm’s Length Basis) รวมทั้งสอดคล้องตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี

การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development)

เพื่อสร้างการเจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน หรือ Sustainable Growth นอกเหนือจากการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้รับการประเมินอยู่ในระดับดีมาก (4 ดาว) คณะกรรมการบริษัทฯ ตระหนักดีว่าธุรกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้นั้น บริษัทฯ ต้องสนับสนุนผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนให้สามารถเติบโตควบคู่กันไป ดังนั้น ในปี 2559 บริษัทฯ จึงได้เริ่มนำกรอบของการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ขององค์กรฯมีการทบทวนวิสัยทัศน์องค์กรและได้เพิ่มเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งในวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ “สิงห์ เอสเตทเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์โครงการ เปี่ยมคุณภาพ ด้วยความประณีต เพื่อสร้างไลฟ์สไตล์ใหม่ที่ครบถ้วนทั้งการพักอาศัย พักผ่อน ทำงาน และช้อปปิ้ง รวมถึงสร้างการเติบโตและส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม”

ท้ายสุดนี้ ผมและคณะกรรมการบริษัทฯ ขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่มอบความไว้วางใจและให้การสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา ผมขอให้คำมั่นว่าบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) จะมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มและจะนำพาบริษัทฯ ไปสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับสากลได้ในที่สุด

9 มีนาคม 2560

นาย จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี
ประธานกรรมการ

1 สัดส่วนการถือหุ้น ณ วันที่ 31 มกราคม 2560 ก่อนการทำคำเสนอซื้อ (Tender Offer)

วิสัยทัศน์และพันธกิจ

วิสัยทัศน์

สิงห์ เอสเตท เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์โครงการเปี่ยมคุณภาพด้วยความประณีต เพื่อสร้างไลฟ์สไตล์ใหม่ที่ครบถ้วนทั้งการพักอาศัย พักผ่อน ทำงาน และช้อปปิ้ง
รวมถึงสร้างการเติบโตและส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

ค่านิยมองค์กร

โครงสร้างการจัดการ

ประวัติความเป็นมา

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Singha Estate Public Company Limited” (เดิมชื่อ บริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2538 ในชื่อเดิมว่า “บริษัท พาณิชย์ภูมิพัฒนา จำกัด” ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านจัดสรรและอาคารชุดพักอาศัย

ต่อมาบริษัทฯ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2547 โดยใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “RASA”

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557 บริษัทฯ ได้รับโอนหุ้นสามัญของ บริษัท สันติบุรี จำกัด (“STB”) จากคุณสันติ ภิรมย์ภักดี และหุ้นสามัญของบริษัท เอส ไบรท์ฟิวเจอร์ จำกัด (“SBF”) จาก บริษัท สิงห์ พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด (“SPM”) ซึ่งเป็นการรับโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer) โดยบริษัทฯ ได้ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อชำระค่าหุ้นสามัญ ของ STB ให้แก่คุณสันติ ภิรมย์ภักดี และเพื่อชำระค่าหุ้นสามัญของ SBF ให้แก่ SPM และ Singha Property Management (Singapore) Pte. Ltd. 1 (“SPMSG”) และในวันเดียวกันนี้ บริษัทฯ ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) พร้อมทั้งเปลี่ยนตราของบริษัทฯ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามแผนการรวมธุรกิจตามที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2557 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2557

1Singha Property Management (Singapore) Pte. Ltd. เป็นบริษัทย่อยของ บริษัท สิงห์ พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 100 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว

  • 14 สิงหาคม 2538

    ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทฯ มีมติอนุมัติแผนการรวมธุรกิจของบริษัทฯ กับ บริษัท สันติบุรี จำกัด และกับบริษัท เอส ไบรท์ฟิวเจอร์ จำกัด โดยการรับโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer)

  • 31 มีนาคม 2545

    เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 10,000,000 บาท เป็น 20,000,000 บาท โดยเรียกชำระแล้วเต็มจำนวน มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท

  • 27 ตุลาคม 2546

    เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 20,000,000 บาท เป็น 30,000,000 บาท โดยเรียกชำระแล้วเต็มจำนวน

  • 30 เมษายน 2547

    เปลี่ยนชื่อจาก บริษัท พาณิชย์ภูมิพัฒนา จำกัด เป็นบริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน และเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 30,000,000 บาท เป็น 375,000,000 บาท เพื่อเตรียมเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนทั่วไปจำนวน 15 ล้านหุ้น และนำหุ้นของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้จากมูลค่าหุ้นละ 100 บาทเป็นหุ้นละ 5 บาท

  • 12 มีนาคม 2549

    ลดทุนจดทะเบียนจาก 375,000,000 บาท เป็น 300,000,000 บาท และเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 300,000,000 บาท เป็น 400,000,000 บาท

  • 12 เมษายน 2550

    เริ่มการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “RASA”

  • 16 มีนาคม 2554

    เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นสามัญที่ตราไว้ จากมูลค่าหุ้นละ 5 บาท เป็นมูลค่าหุ้นละ 1 บาท

  • 27 เมษายน 2555

    เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 400,000,000 บาท เป็น 500,000,000 บาท

  • 3 พฤษภาคม 2556

    ลดทุนจดทะเบียนจาก 500,000,000 บาท เป็น 499,999,986 บาท

  • 7 พฤษภาคม 2556

    เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 499,999,986 บาท เป็น 599,999,986 บาท

  • 9 มิถุนายน 2557

    ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทฯ มีมติอนุมัติแผนการรวมธุรกิจของบริษัทฯ กับ บริษัท สันติบุรี จำกัด และกับบริษัท เอส ไบรท์ฟิวเจอร์ จำกัด โดยการรับโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer)

  • 12 กันยายน 2557

    • ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 4,162,352,331 หุ้น โดยจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 2,932,405,804 ให้แก่ SPM และ SPM SG เพื่อชำระค่าหุ้นสามัญ ของบริษัท เอส ไบรท์ฟิวเจอร์ จำกัด แทนการชำระด้วยเงินสด และจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนอีกจำนวน 1,229,946,524 หุ้น ให้แก่นายสันติ ภิรมย์ภักดี เพื่อชำระค่าหุ้นสามัญ ของบริษัท สันติบุรี จำกัด แทนการชำระด้วยเงินสด การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้ กลุ่มสิงห์ พร็อพเพอร์ตี้ (ถือหุ้นร้อยละ 99.99 โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด) และนายสันติ ภิรมย์ภักดี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ
    • เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)
  • 18 กันยายน 2557

    เปลี่ยนชื่อย่อหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จาก “RASA” เป็น “S”

  • 04 เมษายน 2558

    ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2558 วันที่ 22 เมษายน 2558 มีมติอนุมัติรายการสำคัญ ประกอบด้วย

    1. การเข้าลงทุน ในบริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (“เนอวานาฯ”) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจด้านการพัฒนาที่พักอาศัยแนวราบ ภายใต้แบรนด์ “Nirvana” ในสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 51
    2. การเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จำนวน 2,635,940,054 บาท รวมเป็นทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 7,348,290,786 บาท เพื่อรองรับการลงทุนในเนอวานาฯ และเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) รวมถึงเพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ รุ่นที่ 1 (“S-W1”)

    ลงทุนในสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 51 ในเนอวานาฯ ผ่านการซื้อหุ้นสามัญของเนอวานาฯ จากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม โดยบริษัทฯ จะชำระค่าหุ้นดังกล่าวด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกใหม่ของบริษัทฯ (Share Swap) และการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยชำระเป็นเงิน รวมมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 2,091 ล้านบาท

  • 06 มิถุนายน 2558

    ออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น และจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนและ S-W1 ให้แก่ ผู้ถือหุ้นเดิม ตามมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2558

  • 08 สิงหาคม 2558

    ลงทุนในอาคารสำนักงานซันทาวเวอร์ส (“ซันทาวเวอร์ส”) ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานแฝด เกรด B บนถนนวิภาวดี-รังสิต มูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 4,500 ล้านบาท (ดูรายละเอียดโครงการได้ในหัวข้อ “โครงการในปัจจุบัน”)

  • 09 กันยายน 2558

    The Extraordinary General Meeting of Shareholders No. 1/2015, held on September 30, 2015, approved the following transactions:

    • การลงทุนในโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ (Singha Complex) ซึ่งเป็นโครงการอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกให้เช่า (Mixeduse Commercial Complex) บริเวณหัวมุมถนนอโศกมนตรีและเพชรบุรีตัดใหม่ โดยมีมูลค่าการลงทุนไม่เกิน 4,255 ล้านบาท (ดูรายละเอียดโครงการได้ในหัวข้อ “โครงการในอนาคต”)
    • การให้เช่าพื้นที่อาคารสำนักงานบางส่วนในโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ แก่บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และบริษัทย่อย (“กลุ่มบุญรอดฯ”) โดยมีระยะเวลาการเช่า 50 ปี และกำหนดค่าเช่ารวมประมาณ 1,900 ล้านบาท
  • 10 ตุลาคม 2558

    เปิดตัวโครงการดิ เอส อโศก ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมระดับลักซัวรี่ บนถนนอโศกมนตรี และเป็นโครงการที่พักอาศัยแห่งแรกที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้นภายหลังการรวมธุรกิจ มูลค่าโครงการประมาณ 4,500 ล้านบาท (ดูรายละเอียดโครงการได้ในหัวข้อ “โครงการในอนาคต”)

    ลงทุนในกิจการโรงแรม 26 แห่ง ภายใต้แบรนด์ “Mercure” ในสหราชอาณาจักร ผ่านบริษัทร่วมทุน (บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 50) มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 155 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 8,600 ล้านบาท (ดูรายละเอียดโรงแรม 26 แห่งได้ในหัวข้อ “โครงการในปัจจุบัน”)

  • 11 พฤศจิกายน 2558

    โรงแรมพีพี ไอแลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท (บนเกาะพีพีดอน จังหวัดสุราษฎ์ธานี) เปิดให้บริการวิลล่าโซนใหม่จำนวน 45 หลัง พร้อมสระว่ายน้ำ (สระว่ายน้ำแห่งที่ 2 ของโรงแรม) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและรองรับการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

  • เมษายน 2559

    • ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2559 วันที่ 26 เมษายน 2559 มีมติอนุมัติรายการที่สำคัญคือ การเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จำนวน 1,624,715,129 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 1,624,715,129 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท) รวมเป็นทุนจดทะเบียน 8,973,005,905 บาท
  • มิถุนายน 2559

    • ออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 738,382,027 หุ้น ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น ราคาเสนอขาย 5.00 บาทต่อหุ้นสามัญเพิ่มทุน
    • เพิ่มทุนจดทะเบียนที่ออกและชำระแล้วจำนวน 738,382,027 บาท เป็นทุนจดทะเบียนที่ออกและชำระแล้วทั้งสิ้น 6,453,719,295 บาท
  • กันยายน 2559

    • ลงทุนในกิจการโรงแรม 3 แห่งในสหราชอาณาจักร ผ่านบริษัทร่วมทุน (บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 50) มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 12 ล้านปอนด์
    • บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท อินเตอร์ จำกัด (บริษัทย่อย ร้อยละ 99.99) ในฐานะผู้ให้บริการ เข้าทำสัญญาบริการ (Master Service Agreement) กับ Singha Property Management (Singapore) Pte.Ltd. (ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ) ในฐานะผูว่าจ้าง เพื่อให้บริการบริหารโครงการพัฒนา Tourist facilities บน Emboodhoo Lagoon ในสาธารณรัฐมัลดีฟส์ โดยมีค่าตอบแทนภายใต้สัญญาบริการรวมประมาณ 276 ล้านบาท และบริษัทฯ ได้รับโอกาสในการเข้าลงทุนโดยการรับแบ่งสิทธิสัญญาเช่า และ/หรือ การเช่าช่วงทรัพย์สินในโครงการภายใต้สิทธิในการซื้อหรือลงทุน (Option to Purchase) และ/หรือ สิทธิในการปฏิเสธก่อน (Rights of First Refusal)
  • พฤศจิกายน 2559

    • ซื้อที่ดินขนาด 2.5 ไร่ บริเวณปากซอยสุขุมวิท 36 ถนนสุขุมวิท (ติดสถานีรถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ) เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับบน (Super luxury)
  • ธันวาคม 2559

    • โรงแรมพีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท ดำเนินโครงการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินแล้วเสร็จ และได้เปิดให้บริการวิลล่าจำนวน 100 หลัง (ซึ่งทยอยปิดปรับปรุงระหว่างเดือนมิถุนายน – พฤศจิกายน 2559) ในรูปโฉมใหม่ เพื่อรองรับการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวและเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของโรงแรม
    • ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2559 มีมติอนุมัติการลงทุนในบริษัท ไดอิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (“ไดอิ”)

คณะกรรมการ

คณะกรรมการบริษัท

ติดตามเรา