วิสัยทัศน์และพันธกิจ

สาสน์จากประธานกรรมการ

แม้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ในปีที่ผ่านมา ส่งสัญญาณถึงความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ สิงห์ เอสเตท ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงพื้นฐานและการเติบโตของประเทศไทย บริษัทฯ จึงยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องตามแผนงาน บนพื้นฐานของความระมัดระวังรอบคอบ ส่งผลให้ในปี 2558 บริษัทฯ มีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว และมีรายได้เติบโตกว่า 482% จากปีก่อน

26 กุมภาพันธ์ 2559

จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี

ประธานกรรมการ

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)
ปี 2558 ถือเป็นปีแรกของการประกอบธุรกิจเต็มปีภายใต้ชื่อ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) และภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริษัทและคณะผู้บริหารชุดใหม่ ความท้าทายหลักในปีที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องของการขยายธุรกิจ การปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ และการวางรากฐานเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กร เพื่อนำพา สิงห์ เอสเตท ไปสู่วิสัยทัศน์ “เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้า ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์โครงการเปี่ยมคุณภาพด้วยความประณีต เพื่อสร้างไลฟ์สไตล์ใหม่ที่ครบถ้วนทั้งการพักอาศัย พักผ่อน ทำงาน และช้อปปิ้ง” ภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี

ในปี 2558 และต้นปี 2559 คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีโอกาส ต้อนรับ คุณธนา เธียรอัจฉริยะ ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย และคุณนภาภรณ์ ลัญฉน์ดี ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเป็นอิสระและมีความรู้ประสบการณ์ที่พร้อมจะยังประโยชน์อย่างยิ่งต่อบริษัทฯ ซึ่งได้ให้เกียรติเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระ และกรรมการในคณะกรรมการชุดย่อย รวมถึงได้จัดตั้งคณะกรรมการชุดย่อยเพิ่มเติมประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการกลั่นกรอง ติดตาม และกำกับดูแลงานเฉพาะด้านและเพื่อสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการบริษัทฯ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำ

แม้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ในปีที่ผ่านมา ส่งสัญญาณถึงความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ คณะกรรมการบริษัทฯ และผู้บริหารยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงพื้นฐานและการเติบโตของประเทศไทยในปีที่ผ่านมา สิงห์ เอสเตท จึงยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจตามแผนงานบนพื้นฐานของความระมัดระวังรอบคอบ

ในปี 2558 บริษัทฯ มีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากการลงทุนที่สำคัญประกอบด้วย การเข้าถือหุ้นร้อยละ 51 ในบริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (“เนอวานาฯ”) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำด้านการพัฒนาบ้านเดี่ยวและที่พักอาศัยแนวราบ ด้วยแบรนด์“Nirvana” ซึ่งเป็นที่รู้จักและมีทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์การลงทุนนี้ส่งผลให้บริษัทฯ ก้าวเข้าไปในธุรกิจที่พักอาศัยแนวราบได้อย่างรวดเร็ว ในเดือนสิงหาคม บริษัทฯ ได้เข้ารับโอนกิจการทั้งหมดของอาคารสำนักงานซันทาวเวอร์ส (“ซันทาวเวอร์ส”) ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ที่มีผลการดำเนินงานดีต่อเนื่องการลงทุนดังกล่าว นอกจากจะเป็นการกระจายความเสี่ยงไปยังธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้และกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวแล้ว บริษัทฯ ยังสามารถต่อยอดธุรกิจดังกล่าวได้โดยอาศัยทีมงานที่มีประสบการณ์และระบบการบริหารจัดการอาคารสำนักงานที่มีประสิทธิภาพของซันทาวเวอร์ส

อีกหนึ่งการลงทุนที่สำคัญในปีที่ผ่านมา คือ การขยายธุรกิจโรงแรมของบริษัทฯ ไปยังสหราชอาณาจักร โดยการร่วมทุนและเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Jupiter Hotels Holdings Limited (“Jupiter”) ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ประกอบการกิจการโรงแรมภายใต้แบรนด์เมอร์เคียว 26 แห่งในสหราชอาณาจักร อันเป็นกลยุทธ์ในการขยายฐานธุรกิจของบริษัทฯ ไปยังประเทศที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจสูงและความเสี่ยงต่ำ ซึ่งบริษัทฯ เชื่อมั่นว่า การลงทุนนี้นอกจากจะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่บริษัทฯ ในระยะยาว ยังเป็นโอกาสให้บริษัทฯ ต่อยอดธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศได้โดยอาศัยทีมผู้บริหารที่มีความรู้และประสบการณ์ในการบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมของ Jupiter

ผลการดำเนินงานในปี 2558

ปี 2558 ถือเป็นปีที่ท้าทายสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะธุรกิจที่พักอาศัย ด้วยปัจจัยภายในประเทศหลายอย่างที่ยังไม่แน่นอนประกอบกับสภาวการณ์เศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจ ถึงกระนั้น รายได้ของบริษัทฯ ยังสามารถเติบโตกว่า 482% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการขยายธุรกิจดังที่กล่าวในข้างต้น และแม้ว่าในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ จะมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นมาก จากการดำเนินงานด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์แบรนด์ “สิงห์ เอสเตท” (Corporate Branding) และการเปิดตัวโครงการใหม่หลายโครงการ รวมถึงค่าที่ปรึกษาในการเข้าทำรายการควบรวม/ซื้อกิจการ (M&A) ถึงกระนั้น บริษัทฯ ยังคงมีผลประกอบการสุทธิ (ไม่นับรวมรายการพิเศษ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานปกติ) ใกล้เคียงกับปีก่อน และอยู่ในกรอบที่บริษัทฯ คาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ ต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่สูงในระยะแรกของการดำเนินงานถือเป็นปกติของธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่พักอาศัยเพื่อขายเนื่องจากยอดขายจะยังไม่ถูกรับรู้เป็นรายได้จนกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จและส่งมอบ (โอนกรรมสิทธิ์) บ้านเดี่ยวหรือห้องชุดนั้นให้แก่ผู้ซื้อเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับการขยายธุรกิจผ่านการควบรวม/ซื้อกิจการ (M&A) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการศึกษาและเข้าทำรายการค่อนข้างสูง ในขณะที่รายได้และผลตอบแทนจะทยอยรับรู้ในภายหลัง การดำเนินการดังกล่าวนี้แม้จะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทฯ ในระยะสั้น แต่บริษัทฯ มั่นใจว่าจะส่งผลดีต่อบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นในระยะยาว

การวางรากฐานที่มั่นคงเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้วยนโยบายที่จะสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ การสร้างความพร้อมให้กับองค์กรทั้งในเรื่องของกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพ โครงสร้างองค์กรที่เหมาะสม ระบบควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงที่เพียงพอเหมาะสม ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถให้กับบุคลากร รวมไปถึงการปลูกฝังค่านิยมของการทำงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล จึงเป็นภารกิจหลักซึ่งต้องดำเนินควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจ การดำเนินการที่สำคัญที่ได้แล้วเสร็จในปีที่ผ่านมา คือ การพัฒนาระบบสารสนเทศด้านการบริหารจัดการหรือ Enterprise Resource Planning (“ERP”) รวมถึงระบบสารสนเทศในการบริหารงานขายคอนโดมิเนียม การปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อให้สอดคล้องกับธุรกิจในปัจจุบัน และการกำหนดค่านิยมองค์กร “PRIDE” ประกอบด้วย การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับพันธมิตรทางการค้า (Partnership) การทำธุรกิจบนพื้นฐานของความประณีตและงดงาม (Refined) ความซื่อตรง ยึดมั่น และรับผิดชอบในคำสัญญา (Integrity) การมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง (Dynamic) และการทำงานด้วยใจรักและทุ่มเทเพื่อให้เป้าหมายบรรลุผล (Entrepreneurship)

ภารกิจซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการและยังคงต่อเนื่องมาในปี 2559 ประกอบด้วย การพัฒนาระบบ ERP และระบบการบริหารงานขายบ้านสำหรับเนอวานาฯ การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรบุคคล หรือ Human Resources Information System (HRIS) การยกระดับระบบควบคุมภายในของบริษัทฯ ให้สอดคล้องกับธุรกิจที่ขยายตัว และการจัดตั้งคณะทำงานชุดย่อยเพื่อดูแลและขับเคลื่อนงานด้านการบริหารความเสี่ยงและการพัฒนาสู่ความยั่งยืน

การดำเนินธุรกิจภายใต้การสนับสนุนจากกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้รับการยอมรับทั่วไปว่าเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจหลากหลาย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมายาวนานกว่า 80 ปี และมีเครือข่ายธุรกิจตัวแทนจำหน่ายครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ การที่กลุ่มบุญรอด บริวเวอรี่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ย่อมส่งผลดีอย่างมากต่อบริษัทฯ ในหลายๆ ด้านทั้งในเรื่องของช่องทางการจัดหาที่ดิน การลงทุนและการร่วมทุน รวมถึงการร่วมมือในการทำการตลาด (Co-Marketing) และการสร้างแบรนด์ จึงเป็นจุดแข็งในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริษัทฯ ตระหนักถึงความโปร่งใสในการทำรายการระหว่างกันที่จะต้องไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และต้องให้ผู้ถือหุ้นมั่นใจในกระบวนการดำเนินงานที่เป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน ดังนั้นคณะกรรมการบริษัทฯ จึงได้กำหนดหลักการในการทำรายการกับบุคคลที่เกี่ยวโยงกันเพื่อความชัดเจนและเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ โดยคณะกรรมการตรวจสอบได้ให้ความสำคัญและมีการพิจารณาทบทวนความสมเหตุสมผลของนโยบายการทำรายการที่เกี่ยวโยงกันของบริษัทฯ อย่างจริงจังและก่อนการเข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกันที่มีนัยสำคัญทุกครั้งฝ่ายจัดการจะนำเสนอรายละเอียดของรายการต่อคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อพิจารณาและให้ความเห็นทุกครั้ง รวมทั้งมีการเปิดเผยสารสนเทศตามเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด

ในระยะเวลากว่า 1 ปี นับจากวันที่บริษัทฯ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้ชื่อ สิงห์ เอสเตท บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวและมีมูลค่ามากกว่า 25,000 ล้านบาท โดยมีทรัพย์สินภายใต้การดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทร่วมทุน ประกอบด้วย โครงการที่พักอาศัยกว่า 15 โครงการ พื้นที่ค้าปลีกและอาคารสำนักงานขนาดใหญ่กิจการโรงแรมทั้งในประเทศและต่างประเทศรวม 28 แห่ง ซึ่งมีจำนวนห้องพักรวมกว่า 3,100 ห้อง นอกจากนั้น หลักทรัพย์ของบริษัทฯ ยังได้รับคัดเลือกให้เข้าอยู่ในกลุ่ม SET 100 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากความทุ่มเทและความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถของผู้บริหารและพนักงานทุกท่านและเพื่อให้สิงห์ เอสเตท บรรลุวิสัยทัศน์ที่วางไว้ บริษัทฯ ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตามบริษัทฯ เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยการสนับสนุนจากลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ประกอบกับทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์และพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท บริษัทฯ จะสามารถเติบโต ประสบความสำเร็จและบรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ได้อย่างรวดเร็ว

ท้ายสุดนี้ ผมและคณะกรรมการบริษัทฯ ขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้แก่ ผู้ถือหุ้น พันธมิตรทางการค้า สถาบันการเงิน องค์การภาครัฐและเอกชน สื่อมวลชน และลูกค้าของบริษัทฯ ทุกท่าน ที่ไว้วางใจและให้การสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา และขอให้ทุกท่านเชื่อมั่นว่าบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) จะมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และจะมุ่งพัฒนาบริษัทฯ ให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยได้ในที่สุด

26 กุมภาพันธ์ 2559

จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี
ประธานกรรมการ

วิสัยทัศน์และพันธกิจ

วิสัยทัศน์

สิงห์ เอสเตท เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์โครงการเปี่ยมคุณภาพด้วยความประณีต เพื่อสร้างไลฟ์สไตล์ใหม่ที่ครบถ้วนทั้งการพักอาศัย พักผ่อน ทำงาน และช้อปปิ้ง
รวมถึงสร้างการเติบโตและส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

ค่านิยมองค์กร

โครงสร้างการจัดการ

ประวัติความเป็นมา

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Singha Estate Public Company Limited” (เดิมชื่อ บริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2538 ในชื่อเดิมว่า “บริษัท พาณิชย์ภูมิพัฒนา จำกัด” ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านจัดสรรและอาคารชุดพักอาศัย

ต่อมาบริษัทฯ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2547 โดยใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “RASA”

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557 บริษัทฯ ได้รับโอนหุ้นสามัญของ บริษัท สันติบุรี จำกัด (“STB”) จากคุณสันติ ภิรมย์ภักดี และหุ้นสามัญของบริษัท เอส ไบรท์ฟิวเจอร์ จำกัด (“SBF”) จาก บริษัท สิงห์ พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด (“SPM”) ซึ่งเป็นการรับโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer) โดยบริษัทฯ ได้ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อชำระค่าหุ้นสามัญ ของ STB ให้แก่คุณสันติ ภิรมย์ภักดี และเพื่อชำระค่าหุ้นสามัญของ SBF ให้แก่ SPM และ Singha Property Management (Singapore) Pte. Ltd. 1 (“SPMSG”) และในวันเดียวกันนี้ บริษัทฯ ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) พร้อมทั้งเปลี่ยนตราของบริษัทฯ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามแผนการรวมธุรกิจตามที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2557 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2557

1Singha Property Management (Singapore) Pte. Ltd. เป็นบริษัทย่อยของ บริษัท สิงห์ พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 100 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว

  • 14 สิงหาคม 2538

    ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทฯ มีมติอนุมัติแผนการรวมธุรกิจของบริษัทฯ กับ บริษัท สันติบุรี จำกัด และกับบริษัท เอส ไบรท์ฟิวเจอร์ จำกัด โดยการรับโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer)

  • 31 มีนาคม 2545

    เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 10,000,000 บาท เป็น 20,000,000 บาท โดยเรียกชำระแล้วเต็มจำนวน มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท

  • 27 ตุลาคม 2546

    เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 20,000,000 บาท เป็น 30,000,000 บาท โดยเรียกชำระแล้วเต็มจำนวน

  • 30 เมษายน 2547

    เปลี่ยนชื่อจาก บริษัท พาณิชย์ภูมิพัฒนา จำกัด เป็นบริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน และเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 30,000,000 บาท เป็น 375,000,000 บาท เพื่อเตรียมเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนทั่วไปจำนวน 15 ล้านหุ้น และนำหุ้นของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้จากมูลค่าหุ้นละ 100 บาทเป็นหุ้นละ 5 บาท

  • 12 มีนาคม 2549

    ลดทุนจดทะเบียนจาก 375,000,000 บาท เป็น 300,000,000 บาท และเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 300,000,000 บาท เป็น 400,000,000 บาท

  • 12 เมษายน 2550

    เริ่มการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “RASA”

  • 16 มีนาคม 2554

    เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นสามัญที่ตราไว้ จากมูลค่าหุ้นละ 5 บาท เป็นมูลค่าหุ้นละ 1 บาท

  • 27 เมษายน 2555

    เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 400,000,000 บาท เป็น 500,000,000 บาท

  • 3 พฤษภาคม 2556

    ลดทุนจดทะเบียนจาก 500,000,000 บาท เป็น 499,999,986 บาท

  • 7 พฤษภาคม 2556

    เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 499,999,986 บาท เป็น 599,999,986 บาท

  • 9 มิถุนายน 2557

    ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทฯ มีมติอนุมัติแผนการรวมธุรกิจของบริษัทฯ กับ บริษัท สันติบุรี จำกัด และกับบริษัท เอส ไบรท์ฟิวเจอร์ จำกัด โดยการรับโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer)

  • 12 กันยายน 2557

    • ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 4,162,352,331 หุ้น โดยจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 2,932,405,804 ให้แก่ SPM และ SPM SG เพื่อชำระค่าหุ้นสามัญ ของบริษัท เอส ไบรท์ฟิวเจอร์ จำกัด แทนการชำระด้วยเงินสด และจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนอีกจำนวน 1,229,946,524 หุ้น ให้แก่นายสันติ ภิรมย์ภักดี เพื่อชำระค่าหุ้นสามัญ ของบริษัท สันติบุรี จำกัด แทนการชำระด้วยเงินสด การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้ กลุ่มสิงห์ พร็อพเพอร์ตี้ (ถือหุ้นร้อยละ 99.99 โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด) และนายสันติ ภิรมย์ภักดี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ
    • เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)
  • 18 กันยายน 2557

    เปลี่ยนชื่อย่อหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จาก “RASA” เป็น “S”

  • 04 เมษายน 2558

    ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2558 วันที่ 22 เมษายน 2558 มีมติอนุมัติรายการสำคัญ ประกอบด้วย

    1. การเข้าลงทุน ในบริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (“เนอวานาฯ”) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจด้านการพัฒนาที่พักอาศัยแนวราบ ภายใต้แบรนด์ “Nirvana” ในสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 51
    2. การเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จำนวน 2,635,940,054 บาท รวมเป็นทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 7,348,290,786 บาท เพื่อรองรับการลงทุนในเนอวานาฯ และเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) รวมถึงเพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ รุ่นที่ 1 (“S-W1”)

    ลงทุนในสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 51 ในเนอวานาฯ ผ่านการซื้อหุ้นสามัญของเนอวานาฯ จากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม โดยบริษัทฯ จะชำระค่าหุ้นดังกล่าวด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกใหม่ของบริษัทฯ (Share Swap) และการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยชำระเป็นเงิน รวมมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 2,091 ล้านบาท

  • 06 มิถุนายน 2558

    ออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น และจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนและ S-W1 ให้แก่ ผู้ถือหุ้นเดิม ตามมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2558

  • 08 สิงหาคม 2558

    ลงทุนในอาคารสำนักงานซันทาวเวอร์ส (“ซันทาวเวอร์ส”) ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานแฝด เกรด B บนถนนวิภาวดี-รังสิต มูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 4,500 ล้านบาท (ดูรายละเอียดโครงการได้ในหัวข้อ “โครงการในปัจจุบัน”)

  • 09 กันยายน 2558

    The Extraordinary General Meeting of Shareholders No. 1/2015, held on September 30, 2015, approved the following transactions:

    • การลงทุนในโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ (Singha Complex) ซึ่งเป็นโครงการอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกให้เช่า (Mixeduse Commercial Complex) บริเวณหัวมุมถนนอโศกมนตรีและเพชรบุรีตัดใหม่ โดยมีมูลค่าการลงทุนไม่เกิน 4,255 ล้านบาท (ดูรายละเอียดโครงการได้ในหัวข้อ “โครงการในอนาคต”)
    • การให้เช่าพื้นที่อาคารสำนักงานบางส่วนในโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ แก่บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และบริษัทย่อย (“กลุ่มบุญรอดฯ”) โดยมีระยะเวลาการเช่า 50 ปี และกำหนดค่าเช่ารวมประมาณ 1,900 ล้านบาท
  • 10 ตุลาคม 2558

    เปิดตัวโครงการดิ เอส อโศก ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมระดับลักซัวรี่ บนถนนอโศกมนตรี และเป็นโครงการที่พักอาศัยแห่งแรกที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้นภายหลังการรวมธุรกิจ มูลค่าโครงการประมาณ 4,500 ล้านบาท (ดูรายละเอียดโครงการได้ในหัวข้อ “โครงการในอนาคต”)

    ลงทุนในกิจการโรงแรม 26 แห่ง ภายใต้แบรนด์ “Mercure” ในสหราชอาณาจักร ผ่านบริษัทร่วมทุน (บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 50) มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 155 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 8,600 ล้านบาท (ดูรายละเอียดโรงแรม 26 แห่งได้ในหัวข้อ “โครงการในปัจจุบัน”)

  • 11 พฤศจิกายน 2558

    โรงแรมพีพี ไอแลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท (บนเกาะพีพีดอน จังหวัดสุราษฎ์ธานี) เปิดให้บริการวิลล่าโซนใหม่จำนวน 45 หลัง พร้อมสระว่ายน้ำ (สระว่ายน้ำแห่งที่ 2 ของโรงแรม) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและรองรับการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

คณะกรรมการ

คณะกรรมการบริษัท

ติดตามเรา